VirtualBox and Windows 7

ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ Windows 7  64 bit ก็ต้องจำใช้ Linux ผ่าน cygwin ซึ่งไม่ค่อยดีนัก ครั้งจะรอ colinux 64 bit ก็ไม่ทันใจ และคาดว่าอีกนานคงจะเสร็จ จริง ๆแล้วมีคนแนะนำให้ใช้ VirtualBox นานแล้ว ติดตรงที่รู้สึกไม่ดีกับโปรแกรมนี้สมัยแรก ๆ คราวนี้ได้เวลาทดสอบ ด้วยเหตุผลว่าเครื่องเร็วขึ้น มีหน่วยความจำมหาศาล 4 GB และหลาย ๆ อย่างพร้อมสำหรับ Windows 7 Professional แล้ว  ครั้งนี้ก็เลยใช้ใจที่ตั้งมั่นทดลองซักหน่อย  ขั้นตอนที่ยุ่งยากที่สุดเห็นจะเป็นการโหลดไฟล์ Ubuntu 10.10 ขนาดใหญ่ยักษ์ 600 กว่าเมกกะไบต์นั่นเอง ดังนั้นใครเน็ตช้าก็ควรจะโหลดเก็บไว้แล้วแจกจ่ายเพื่อน ๆ ด้วย

การติดตั้ง VirtualBox ก็ไม่มีอะไรนอกจากตอบคำถามในการติดตั้ง ทางที่ดีก็ควรจะอ่านด้วย และที่สำคัญควรเลือกไดรฟ์ให้ถูกต้อง ไม่งั้นเอะอะก็ C แล้วจะมาเสียใจภายหลัง

เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ตั้งค่า Guest OS ให้ถูกต้อง ในที่นี้คือ Ubuntu 32 bit (ผมลง 64 bit ไม่ได้) จากนั้นก็ให้ตั้งค่า Storage ให้เพิ่มตัว iso ไฟล์ของ Ubuntu ที่โหลดมา ซึ่งตรงไปตรงมา ดังรูปข้างล่าง

จากนั้นก็กด start พักเดียว (ถ้าเครื่องเร็ว) ก็จะเข้าสู่กระบวนการติดตั้ง Ubuntu (ไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไร การติดตั้งครั้งแรกสำหรับผมไม่สำเร็จ ก็ shutdown ไปแล้วติดตั้งใหม่ ซึ่งครั้งที่สองมักจะไม่มีปัญหาอะไร เริ่มแรกควรจะติดตั้งแบบภาษาอังกฤษ คีย์บอร์ดภาษาไทย และอื่น ๆ สามารถติดตั้งภายหลังได้ไม่ยาก  เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ทุกอย่างจะอัตโนมัติหมด ไม่ว่าการต่อ internet ซึ่งดีมาก ๆ

Continue reading

Advertisements

IEEE-Transaction Ubuntu

เห็นบทความ IEEE-Transaction-on-Ubuntu ของคุณโบว์แล้วร้องจ๊าก ติดใจตรงที่ คนใช้
\LaTeX กลายเป็นคนหัวโบราณไปแล้วเหรอ ไม่ว่ากัน

ด้วยความที่ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องใช้ Linux เพราะทุกอย่างในเครื่อง Windows นั้นถูกกฎหมาย
ทั้งหมด และก็ฟรีหมดด้วย (Windows XP มากับเครื่องและใช้สิทธินักเรียนได้) ปกติแล้วสำหรับ
\LaTeX แล้วผมก็ใช้ MikTeX เสมอ อาจจะเป็นโปรแกรมตัวเดียว (ตัวโปรแกรมส่วนที่
ติดต่อผู้ใช้) ที่มีบน windows ก่อนแล้วก็ถูกเรียกร้องให้ผู้เขียนทำบน linux บ้าง ตัวผมพอมีคำถาม
ของคนที่ใช้งานบน linux เราก็ไม่เข้าใจปัญหาเขาเหมือนกัน

ปัจจุบันผมลง Colinux เพื่อใช้งาน Xfig ก็เลยเถิดไปถึง Kile 2.0 ด้วย (ซึ่งแย่กว่าที่คิดเมื่อเทียบ
กับ WinEDT) ก็เลยได้เวลาศึกษา \LaTeX บน linux ด้วย ปรกติแล้วบน MikTeX นั้น
ก็แค่คิดตั้งตัวติดตั้งชุดเล็กสุดที่จำเป็น พอเอกสารจำเป็นต้องใช้แพ็กเกจไหน(ไม่ขึ้นกับบรรณาธิกรณ์)
มันก็จะไปโหลดมาติดตั้งให้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปติดตั้งเองให้เมื่อย แต่สำหรับ Texlive แล้วผู้ใช้
จะต้องติดตั้งเพิ่มเอง ลำบากมาก และสำหรับ WinEDT เวลาต้องการจะอ่านคู่มือของแพ็กเกจไหนก็
แค่ดับเบิลคลิ๊กที่ \usepackage{xx} นั้น ๆ ไฟล์เอกสารที่อยู่ใน …/doc/latex/… ก็จะขึ้นมาให้
เลือกเปิดอ่านได้ตามชอบใจ ถ้ามีไฟล์ .ps ก็ไปเปลี่ยนเป็น .pdf แล้วเรียกขึ้นมาภายหลังก็ได้ พอมา
ถึง Texlive บน Ubuntu 8.04 beta ก็ใบ้กินครับ เพราะเอกสารที่ควรจะอยู่ …/texmf/doc/latex/
นั้นไม่มีซะแล้ว ทำไงดี

เสียเวลาไปพอสมควรกว่าจะรู้ว่าสำหรับ Texlive จะมี /usr/share/texmf-texlive/ เป็นรากของ
TeX ทั้งหมด ไม่รู้จะเก็บของเดิมไว้สำหรับ TeTeX ทำไม เพราะเป็นที่รู้กันว่าคนทำเขาไม่ทำต่อ
แล้ว และผู้ใช้ทั้งหมดก็ย้ายมาที่ Texlive กันหมดแล้ว ไม่ว่ากัน (จริง ๆ เป็นข้อปฏิบัติของ debian
เขา ที่มั่นคงและหนักแน่น สมกับเป็นต้นน้ำ) สำหรับผู้ใช้ linux แล้วต้องการเอกสารของแพ็กเกจ
ต่าง ๆ ก็ไปที่โฟลเดอร์ที่บอกได้เลย เอกสารมีและดีมากครับ อย่างของ IEEE-Transaction นั้น
มีเอกสารจำนวน 24 หน้า ละเอียดมาก ๆ มีวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่รวบรวมไว้นานมากแล้ว

อ้าวบอกตำแหน่งของเอกสารแล้ว แต่ไม่บอกว่าติดตั้ง Texlive บน Ubuntu 8.04 beta อย่างไร
(ผมใช้ Colinux-Ubuntu 8.04) วิธีการก็

sudo aptitude install texlive-publishers texlive-fonts-recommended
texlive-latex-base texlive-latex-base texlive-latex-recommended
texlive-doc-en

ส่วนผู้ที่พิสมัย beamer ในการทำ screen presentation แบบ powerpoint (ไม่ใช่ทำ
powerpoint นะ) ก็

sudo aptitude install latex-beamer latex-xcolor pgf

ก็เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนจีนนะครับ สำหรับใครใช้ pdflatex ก็อย่างลืมว่ามันไม่รองรับไฟล์ .eps
นะ ต้องแปลเป็น pdf ก่อนโดยใช้ epstopdf ในการแปลง

ปัจจุบัน IEEE เขาลดค่าเรียงพิมพ์ รวมถึงเพิ่มความเร็วในการพิมพ์แบบ online ให้เร็วขึ้น คิดว่าคง
เน้นให้คนอ่านแบบ online และพิมพ์ออกมากเองมากว่า (ปัจจุบันเครื่องเลเซอร์สีราคาไม่ถึงหมื่น)
เพราะแต่ละวารสารเนื้อหาค่อนข้างกว้าง ตัวเล่มส่วนใหญ่เก็บไว้ก็รกห้องเปล่า ๆ ด้วยเหตุนี้เขาเลย
ให้ผู้ส่งวารสารส่งเป็นแบบพร้อมพิมพ์ (photo ready) ซึ่งเริ่มแล้วในหลาย ๆ วารสารที่เป็นแนวหน้า
ของ IEEE การส่งแบบนี้ผู้ใช้จำเป็นจะต้องแปลงไฟล์เป็น pdf และปฏิบัติตามระเบียบค่อนข้างเคร่ง
ครัด โดยเฉพาะเรื่องรูปและตัวหนังสือในรูป  สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับสำหรับ IEEE  ก็คือสมาคมนี้เขา
มีระเบียบแบบแผนที่ดี จะเห็นไ้ด้ว่าวารสารในแวดวงของ IEEE นั้นรูปแบบจะเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
ทั้ง ๆ ที่วารสารมีอายุหลายสิบปีแล้ว ในขณะที่วารสารอื่น ๆ เปลี่ยนกันจัง

สุดท้ายสำหรับผู้ใช้ \LaTeX จะบนไหนก็ตามที ก็คือเรื่องของ BIBTEX บน MikTeX
มี TeXify สะดวกโยธินไปตั้งนานแล้ว บน Texlive คิดว่าไม่มี แล้วคราวหน้าจะทวนความรู้เมื่อ
เจ็ดปีก่อนให้นะครับ ว่าต้องทำอย่างไร วันนี้ขอเอาลูกนอนก่อน

Windows, coLinux, Xfig

จากเรื่อง Xfig reused นั้น พบว่าผมไม่สามารถหา Xfig เวอร์ชัน 3.2.5 มาใช้งานได้ถึงแม้
จะลองแล้วลองอีก เนื่องจากไม่มีใครสร้าง Xfig 3.2.5 สำหรับ cygwin ไว้ให้ ด้วยเหตุผล
ที่มีมากมาย ก็ทำให้ผมต้องหาวิธีใหม่ ที่นึกได้ก็คือโปรแกรมประเภท Virtual Machine
มาใช้งาน เนื่องจากไม่มีเงินซื้อ vmware มาใช้งาน ก็ต้องหาของฟรีมาใช้ นั่งปล้ำกับของ
ฟรีจาก sun คือ virtualbox อยู่หลายวัน ยังไงก็ไม่สำเร็จถามกว่าจะลงได้ยากเย็นแสนเข็ญ

เผอิญนึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนเก่าที่เคยใช้กันมาอย่าง coLinux และมีคู่มือดี ๆ ที่คุณพูลลาภได้
เขียนเอาไว้ ที่ coLinux 1-6 ก็ดีใจสิครับ แต่เวลาเปลี่ยนอะไร ๆ มันก็เปลี่ยนแปลงไปหมด
สิ่งที่เขียนเอาไว้ก็ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องนั่งรวบรวมใหม่ใช้ของเก่าผสมของใหม่ จนสำเร็จนะครับ
ถ้าคุณจะริใช้ Linux บน Windows ผ่าน coLinux แล้วหล่ะก็ คุณจะต้องเตรียม

  1. coLinux 0.7.2
  2. Ubuntu-7.10.ext3.2GB.fs ซึ่งมีคนทำไว้ให้ใช้กับ coLinux (ต้องแตกไฟล์ด้วย
    7-zip)
  3. WinPcap
  4. Xming และ Xming-fonts

ซึ่งทุกอย่างฟรีหมด

การติดตั้งก็เริ่มจาก

  1. ติดตั้ง WinPcap จากนั้นก็
  2. ติดตั้ง Xming และ Xming-fonts
  3. ติดตั้ง coLinux ซึ่งให้คิดตั้งไว้ที่ c:\coLinux จะดีที่สุด
  4. แก้ไขไฟล์ example.conf กรณีผมแก้เป็น ubuntu.conf ซึ่งในไฟล์จะเป็นดังนี้
    kernel=vmlinux
    cobd0=”c:\coLinux\Ubuntu-7.10.ext3.2gb.fs”
    root=/dev/cobd0
    ro
    initrd=initrd.gz
    mem=256
    eth0=tuntap
    exec0=”C:\Program Files\Xming\Xming.exe”,”:0 -clipboard -multiwindow ”
    hda1=root_fs
    cofs0=c:\
    cofs1=d:\
  5. จากนั้นก็เรียก colinux-daemon.exe -t nt @ubuntu.conf สำหรับ login และ
    password ก็ root ทั้งคู่
  6. แก้ไขไฟล์ /etc/network/interfaces กรณีผมใช้ editor vi ให้เป็นดังนี้
    auto eth0
    iface eth0 inet static
    address 192.168.0.40
    broadcast 192.168.0.255
    netmask 255.255.255.0
    gateway 192.168.0.1
  7. แก้ไขไฟล์ /etc/resolv.conf ให้เป็นดังนี้
    nameserver 192.168.0.1
    แล้วก็สั่ง ifdown eth0 หนึ่งครั้ง แล้วก็ ifup eth0 อีกหนึ่งครั้ง
  8. ไปแก้ Network Connection ตัวที่มีป้ายกำกับว่า TAP-WIN32 (เอา mouse ไปวางทับเพื่อดู) แก้ตรง Internet Protocal (TCP/IP)->Properties ให้ IP address เป็น 192.168.0.1 Subnet mask เป็น 255.255.255.0
    Local Area Connection2 Local Area Connection
  9. จากนั้นก็ต้องแชร์เน็ตเวิร์ก โดยไปที่ Local Area Connection ตัวจริงของเรา แล้วก็
    คลิ๊กที่ Allow other network users to connect …. ซึ่งจะทำให้มีรูปมือขึ้นมา
    Local Area Connection3
    ขั้นตอนเหล่านี้ถ้าทำไม่เป็นก็คงต้องถามเพื่อนเอานะครับ
  10. เรียก coLinux ขึ้นมาอีกครั้ง windows จะขอคำอนุญาต ก็อนุญาตไป ลอง ping www.google.com
    จะเห็นว่าใช้ได้แล้ว (หยุดโดย Ctrl-C) ถ้าไม่ได้ให้ลองปิด firewall นะครับ พอได้แล้วค่อยเปิดใหม่ได้
  11. ขั้นต่อมาต้องอาศัย internet แรง ๆ หน่อยนะครับ คือ apt-get update แล้วก็ตาม
    ด้วย apt-get upgrade จากนั้นก็ติดตั้งโปรแกรมที่เราต้องการดังนี้
    apt-get install Xfig
  12. การรัน Xfig จำเป็นต้องรันผ่าน Xming โดยต้องไปแก้ไขไฟล์ X0.host ที่อยู่ใน
    โฟลเดอร์ของ Xming โดยเพิ่มบรรทัด 192.168.0.40 เข้าไป
  13. จากนั้นที่ coLinux ก็ไปแก้ไขไฟล์ .bashrc โดยเพิ่มสองบรรทัดนี้เข้าไป
    export DISPLAY=192.168.0.1:0.0
    alias xfig='xfig -specialtex -latexfonts -startlatexFont default'

    จากนั้นก็ exit แล้วก็ login เข้ามาใหม่
  14. รัน Xming แล้วที่ coLinux ก็เรียก xfig & คุณจะได้ Xfig หน้าตาแบบนี้xfig
  15. ทีนี้จะติดตั้งอะไรเพิ่มเติมก็ apt-get install xxxx
  16. ขั้นสุดท้ายคือการติดต่อกับไดร์ฟของ windows ซึ่งง่ายกว่าที่คิด เห็น cofs0 กับ
    cofs1 ที่แทนไดร์ฟ C: กับ D: ในไฟล์ ubunt.conf ใช่ไหมครับ ก็แค่ไปสร้าง
    โฟลเดอร์ใหม่ดังนี้ใน coLinux
    mkdir /mnt/c
    mkdir /mnt/d

    จากนั้นก็ไปแก้ไฟล์ /etc/fstab
    โดยเพิ่มบรรทัดเหล่านี้เข้าไป
    cofs0 /mnt/c cofs defaults 0 0
    cofs1 /mnt/d cofs defaults 0 0

    ผมไม่เก่ง Linux ก็ reboot colinux ใหม่หนึ่งรอบ โดยใช้คำสั่ง shutdown -h now
    แล้วก็รอหน่อยหนึ่ง จากนั้นก็เรียก coLinux ขึ้นมาใหม่ (ถึงตอนนี้ก็น่าจะสร้างเป็น
    shortcut เองได้นะครับ) ลอง cd /mnt/c ก็จะเห็นไดร์ฟ C:

ไว้มีเวลาจะกลับมาเขียนให้ละเอียดกว่านี้เน้อ