ใส่ไฟล์ Flash ลงในเอกสาร PDF

สมมติว่าคุณสร้างเอกสาร pdf ด้วย LaTeX และสร้างไฟล์ swf เป็น ให้ใช้แพ็กเกจ movie15 แล้ว
เมื่ออยากใส่ไฟล์ swf ตรงไหนก็ทำอย่างข้างล่าง ง่ายมาก

\begin{figure}[ht]
   \includemovie[
     poster,
     text={\small(Separable with Fminsearch)}
   ]{7cm}{7cm}{test.swf}
\end{figure}

Advertisements

Windows, coLinux, Xfig

จากเรื่อง Xfig reused นั้น พบว่าผมไม่สามารถหา Xfig เวอร์ชัน 3.2.5 มาใช้งานได้ถึงแม้
จะลองแล้วลองอีก เนื่องจากไม่มีใครสร้าง Xfig 3.2.5 สำหรับ cygwin ไว้ให้ ด้วยเหตุผล
ที่มีมากมาย ก็ทำให้ผมต้องหาวิธีใหม่ ที่นึกได้ก็คือโปรแกรมประเภท Virtual Machine
มาใช้งาน เนื่องจากไม่มีเงินซื้อ vmware มาใช้งาน ก็ต้องหาของฟรีมาใช้ นั่งปล้ำกับของ
ฟรีจาก sun คือ virtualbox อยู่หลายวัน ยังไงก็ไม่สำเร็จถามกว่าจะลงได้ยากเย็นแสนเข็ญ

เผอิญนึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนเก่าที่เคยใช้กันมาอย่าง coLinux และมีคู่มือดี ๆ ที่คุณพูลลาภได้
เขียนเอาไว้ ที่ coLinux 1-6 ก็ดีใจสิครับ แต่เวลาเปลี่ยนอะไร ๆ มันก็เปลี่ยนแปลงไปหมด
สิ่งที่เขียนเอาไว้ก็ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องนั่งรวบรวมใหม่ใช้ของเก่าผสมของใหม่ จนสำเร็จนะครับ
ถ้าคุณจะริใช้ Linux บน Windows ผ่าน coLinux แล้วหล่ะก็ คุณจะต้องเตรียม

  1. coLinux 0.7.2
  2. Ubuntu-7.10.ext3.2GB.fs ซึ่งมีคนทำไว้ให้ใช้กับ coLinux (ต้องแตกไฟล์ด้วย
    7-zip)
  3. WinPcap
  4. Xming และ Xming-fonts

ซึ่งทุกอย่างฟรีหมด

การติดตั้งก็เริ่มจาก

  1. ติดตั้ง WinPcap จากนั้นก็
  2. ติดตั้ง Xming และ Xming-fonts
  3. ติดตั้ง coLinux ซึ่งให้คิดตั้งไว้ที่ c:\coLinux จะดีที่สุด
  4. แก้ไขไฟล์ example.conf กรณีผมแก้เป็น ubuntu.conf ซึ่งในไฟล์จะเป็นดังนี้
    kernel=vmlinux
    cobd0=”c:\coLinux\Ubuntu-7.10.ext3.2gb.fs”
    root=/dev/cobd0
    ro
    initrd=initrd.gz
    mem=256
    eth0=tuntap
    exec0=”C:\Program Files\Xming\Xming.exe”,”:0 -clipboard -multiwindow ”
    hda1=root_fs
    cofs0=c:\
    cofs1=d:\
  5. จากนั้นก็เรียก colinux-daemon.exe -t nt @ubuntu.conf สำหรับ login และ
    password ก็ root ทั้งคู่
  6. แก้ไขไฟล์ /etc/network/interfaces กรณีผมใช้ editor vi ให้เป็นดังนี้
    auto eth0
    iface eth0 inet static
    address 192.168.0.40
    broadcast 192.168.0.255
    netmask 255.255.255.0
    gateway 192.168.0.1
  7. แก้ไขไฟล์ /etc/resolv.conf ให้เป็นดังนี้
    nameserver 192.168.0.1
    แล้วก็สั่ง ifdown eth0 หนึ่งครั้ง แล้วก็ ifup eth0 อีกหนึ่งครั้ง
  8. ไปแก้ Network Connection ตัวที่มีป้ายกำกับว่า TAP-WIN32 (เอา mouse ไปวางทับเพื่อดู) แก้ตรง Internet Protocal (TCP/IP)->Properties ให้ IP address เป็น 192.168.0.1 Subnet mask เป็น 255.255.255.0
    Local Area Connection2 Local Area Connection
  9. จากนั้นก็ต้องแชร์เน็ตเวิร์ก โดยไปที่ Local Area Connection ตัวจริงของเรา แล้วก็
    คลิ๊กที่ Allow other network users to connect …. ซึ่งจะทำให้มีรูปมือขึ้นมา
    Local Area Connection3
    ขั้นตอนเหล่านี้ถ้าทำไม่เป็นก็คงต้องถามเพื่อนเอานะครับ
  10. เรียก coLinux ขึ้นมาอีกครั้ง windows จะขอคำอนุญาต ก็อนุญาตไป ลอง ping www.google.com
    จะเห็นว่าใช้ได้แล้ว (หยุดโดย Ctrl-C) ถ้าไม่ได้ให้ลองปิด firewall นะครับ พอได้แล้วค่อยเปิดใหม่ได้
  11. ขั้นต่อมาต้องอาศัย internet แรง ๆ หน่อยนะครับ คือ apt-get update แล้วก็ตาม
    ด้วย apt-get upgrade จากนั้นก็ติดตั้งโปรแกรมที่เราต้องการดังนี้
    apt-get install Xfig
  12. การรัน Xfig จำเป็นต้องรันผ่าน Xming โดยต้องไปแก้ไขไฟล์ X0.host ที่อยู่ใน
    โฟลเดอร์ของ Xming โดยเพิ่มบรรทัด 192.168.0.40 เข้าไป
  13. จากนั้นที่ coLinux ก็ไปแก้ไขไฟล์ .bashrc โดยเพิ่มสองบรรทัดนี้เข้าไป
    export DISPLAY=192.168.0.1:0.0
    alias xfig='xfig -specialtex -latexfonts -startlatexFont default'

    จากนั้นก็ exit แล้วก็ login เข้ามาใหม่
  14. รัน Xming แล้วที่ coLinux ก็เรียก xfig & คุณจะได้ Xfig หน้าตาแบบนี้xfig
  15. ทีนี้จะติดตั้งอะไรเพิ่มเติมก็ apt-get install xxxx
  16. ขั้นสุดท้ายคือการติดต่อกับไดร์ฟของ windows ซึ่งง่ายกว่าที่คิด เห็น cofs0 กับ
    cofs1 ที่แทนไดร์ฟ C: กับ D: ในไฟล์ ubunt.conf ใช่ไหมครับ ก็แค่ไปสร้าง
    โฟลเดอร์ใหม่ดังนี้ใน coLinux
    mkdir /mnt/c
    mkdir /mnt/d

    จากนั้นก็ไปแก้ไฟล์ /etc/fstab
    โดยเพิ่มบรรทัดเหล่านี้เข้าไป
    cofs0 /mnt/c cofs defaults 0 0
    cofs1 /mnt/d cofs defaults 0 0

    ผมไม่เก่ง Linux ก็ reboot colinux ใหม่หนึ่งรอบ โดยใช้คำสั่ง shutdown -h now
    แล้วก็รอหน่อยหนึ่ง จากนั้นก็เรียก coLinux ขึ้นมาใหม่ (ถึงตอนนี้ก็น่าจะสร้างเป็น
    shortcut เองได้นะครับ) ลอง cd /mnt/c ก็จะเห็นไดร์ฟ C:

ไว้มีเวลาจะกลับมาเขียนให้ละเอียดกว่านี้เน้อ

เรื่องของ pdf

ตามจากลิงค์ของ Anddrew Greensted จาก bact มา มีเรื่องน่าสนใจและควรจะบันทึกไว้อยู่สองเรื่อง

  1. การฝังฟอนต์โดยใช้ pdflatex ซึ่งในภายภาคหน้าใครต้องการจะสร้างหนังสือซัก
    เล่มและใช้ฟอนต์แปลก ๆ บางสำนักพิมพ์จะบังคับให้เราต้องฝังฟอนต์ลงไปด้วย
    ซึ่งไม่ใช่ค่าตั้งต้นของ pdflatex เพราะไฟล์มันจะใหญ่มาก ก็ลองไปทำตามที่เขา
    สอนดูนะครับ ตัวผมเองคงไม่ลอง
  2. เรื่องการรวมเล่มไฟล์ pdf อันนี้น่าจะดีมีประโยชน์มาก ๆ สำหรับคนทำ
    proceedings แน่นอนสำหรับคนที่ซื้อ Acrobat ตัวเต็มมาคุณก็ทำได้ แต่ถ้าไม่มี
    เงินจ่ายวิธีนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่จริง ๆ มีวิธีฟรี ๆ ดี ๆ อีกหลายวิธีไว้จะมาบอก
    วันหลัง

สำหรับข้อสองนั้น ชาว \LaTeX ก็มีของให้ใช้นั่นคือ confproc ก็สะดวกดีเหมือน
กัน

M4 Circuit Macros กับ TikZ

ปัจจุบันผู้ที่ต้องวาดรูปงานที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์และใช้โปรแกรมจำพวก Xfig,
Ipe, LaTeXDraw, TpX รวมไปถึง M4 Circuit Macros ก็น่าจะสังเกตได้ว่า
โปรแกรมเหล่านี้ได้เพิ่มตัวเลือกให้เก็บรูปภาพในรูปแบบของ TikZ ที่เป็นส่วนติดต่อ
ผู้ใช้ของ pgf

ผมเคยถกปัญหานี้กับเพื่อนว่าทำไมเขาถึงต้องใช้ Xfig ทำไมไม่แปลงรูปภาพเป็น
eps ไปเลย ซึ่งใช้งานง่ายกว่า การแปลงรูปภาพ eps ไปเป็น pdf นั้นไม่เป็นปัญหา
อะไรเลย เพราะ epstopdf ก็มากับ MiKTeX อยู่แล้ว ข้อสรุปก็คือการใช้รูปภาพแบบ
eps นั้นมันตายตัว กล่าวคือในเอกสารถ้ามีการเปลี่ยนฟอนต์ ฟอนต์ของรูปภาพมันจะ
ไม่เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งไม่ใช้เรื่องที่ดีสำหรับเอกสารคุณภาพ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า
มันไม่บ่อยที่เราจำเป็นจะต้องเปลี่ยนฟอนต์ เมื่อต้องการเปลี่ยนก็ค่อยมาเปลี่ยนตัว
\LaTeX ที่ใช้สร้างรูปภาพเอา แต่จากแนวโน้มข้างบนและการเปลี่ยนแปลง
ครั้งใหญ่ของ pgf ที่เวอร์ชันปัจจุบันได้ใส่ความสามารถทางคณิตศาสตร์เข้าไปด้วย
นั้นหมายความว่าเราจะได้ความสามารถที่ใกล้เคียงกับ Pstricks โดยไม่ต้องพึ่งตัว
ช่วยอย่าง gnuplot อีกต่อไป

ในกรณีที่ใช้ M4 Circuit Macros ก็ให้ใช้ตัวเลือก -p เพื่อให้ tex ไฟล์เก็บในรูป
แบบ TikZ เวลาจะแก้ไขปรับแต่งก็แก้จากไฟล์นั้น ๆ เอา เวลาใช้คู่กับ \LaTeX
ก็

\begin{figure}[htb]
\centering
\input xxx.tex
\end{figure}

เวลาเปลี่ยนฟอนต์ในเอกสาร ฟอนต์ในรูปภาพก็เปลี่ยนตาม สะดวกดีเหมือนกัน

 

ว่าด้วยเรื่อง Itemize, … อาจจะมีหลายตอน

ปกติ environment ชุดนี้ไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ ก็ใช้ไปส่วนใหญ่ก็ใช้อยู่สองแบบ
คือ itemize กับ enumerate โดยถ้าต้องการเปลี่ยน Bullets ก็ใช้วิธีรวบรัดตัดความ
โดยสั่งด้วยคำสั่ง \item[1)] เป็นต้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามตอนหลังเริ่มขี้เกียจ ก็
เลยเปลี่ยนมาใช้คำสั่ง

\renewcommand{\labelenumi}{ \alph{enumi}) }
\renewcommand{\labelenumi}{\Roman{enumi})}

ถ้าอยากได้ภาษาไทยก็

\renewcommand{\labelenumi}{\thaialph{enumi})}
ไอ้วงเล็บที่ใส่เข้าไปข้างหลังอาจจะมีคำเตื่อนจาก texteditor
นะครับว่าไม่ได้เปิดวงเล็บ ก็ข้ามไป

ซึ่งถ้าใส่ภายใน environment มันก็จะเปลี่ยนเป็นที ๆ ไป จะเปลี่ยนสีหรือใส่อักขระ
แปลก ๆ ก็คงคิดออกว่าจะทำอย่างไร และถ้าเป็น itemize ก็เปลี่ยนจาก \labelenumi
ไปเป็น \labelitemi ได้ตัว i ข้างหลังเป็นเลขโรมันที่บอกระดับของ item นะครับ ข้อมูล
ตรงนี้หาได้ทั่วไปในเอกสารเบื้องต้น

อีก environment หนึ่งที่ดีแต่ผมไม่ค่อยได้ใช้ก็คือ description

ตามรูปจะเห็นว่าถ้าเราต้องการคำอธิบายยาว ๆ และเน้นเป็นตัวหนา การใช้
description จะให้ประสิทธิภาพที่ดีมาก (แต่ใช้กับ ieeeconf, ieeetran ไม่ได้นะครับ
ถ้าใช้กับสองตัวนั้น ให้ดูเอกสารที่มาด้วยกันเอา) อีก environment ที่น่าสนใจแต่
ใช้ยากหน่อย ก็คือ list

\newcounter{lcount}

\begin{list}{Step-\Roman{lcount}:}
{\usecounter{lcount}
\setlength{\rightmargin}{\leftmargin}}
\item Very long description. It should be tested also for two lines case.
\item Event longer. It should be tested also for two lines case.
\end{list}

ก็ตามรหัสข้างบน เราจะได้ item แบบ Step-I:, Step-II ซึ่งมีประโยชน์มาก ทั้งหมดนี้ไม่
ได้คิดค้นเองแต่เอามาจาก List-Making Enviroments ลองไปใช้ดูนะ

Dual headings in tabular columns

วันนี้เพื่อนมาถามว่า จะสร้างเส้นแทยงมุมในตารางทำอย่างไร (ดูรูป)

ซึ่งมีความจำเป็นในการนำเสนอรูปแบบข้อมูลบางประเภท น่าแปลกใจที่ชาว \LaTeX
นั้นไม่ได้สนใจที่จะใช้รูปแบบนี้เลย ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทำให้ค้นกว่าจะเจอคำ
ตอบเสียเวลาไปนานมาก (ผมเคยค้นเจอครั้งหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วไม่ได้จด)
จะว่าไปตารางแบบนี้มันไม่จำเป็น ถ้าดูจากข้างบนเราสามารถเอา Date ทำเป็นบรรทัด
เหนือตัวเลขแสดงวันที่ได้ แต่ถ้ายังยืนยันว่าจะใช้เส้นแทยงมุมก็ทำได้นะครับ โดยใช้
slashbox.sty ดังนี้ครับ

\begin{tabular}{|l||c|c|c|c|c|}\hline
\backslashbox{Room}{Date}&5/31&6/1&6/2&6/3&6/4\\\hline\hline
Meeting Room                       &        &     &      &      &\\\hline
Auditorium                            &         &     &      &      &\\\hline
Seminar Room                      &         &     &      &      &\\\hline
\end{tabular}

ก็ง่ายดีนะครับ
หมายเหตุ ตรง \begin{tabular}{|l||*{5}{c|}} แทนได้นะครับ ก็คือ c| ไปห้าครั้งนั่น
เอง

LaTeX and Xfig

เอกสารของ Xfig มีได้บอกวิธีการใช้งานร่วมกัน \LaTeX เอาไว้ ซึ่งวิธีการ
ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร และแยกกันระหว่าง dvips และ pdftex ในตอนนี้จะนำเสนอ
วิธีที่ยุ่งยากกว่าแต่ไร้ขบวนท่ามากกว่า คือใช้กับอะไรก็ได้ ได้ลองนั่งคิดดูแล้วก็พบว่าโดย
ปกติในตอนแรกที่เราวาดรูปนั้นก็เป็นจุดที่เสียเวลามากอยู่แล้ว ถ้าแค่เสียเวลาเพิ่มอีกนิด
หน่อยในการแก้ไขไฟล์เล็กน้อยก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

มาเริ่มจาก Xfig ก่อน โดยปกติแล้วข้อความใน Xfig จะเป็นฟอนต์แบบ Postscript นั่น
หมายความว่ามันไม่สนใจคำสั่งของ \LaTeX ที่เราใส่ลงไปในรูปภาพ ซึ่งแทนที่
ข้อความ $x^2+y^2 = z^2$ จะปรากฎเป็น x^2+y^2=z^2 ตามที่ตั้งใจมันก็
ไม่ ในการปรับให้ Xfig เข้าใจคำสั่งของ \LaTeX นั้นจำเป็นต้องปรับตัวเลือก
ของ Xfig ซึ่งยุ่งยากพอสมควร เพื่อลดความยุ่งยากในการเลือกตัวเลือกเราสามารถทำ
ได้สองวิธีคือ เรียก Xfig พร้อมตัวเลือก

xfig -specialtext -latexfonts -startlatexFont default

หรือจะไปเพิ่มที่ไฟล์ .bashrc ดังนี้

alias xfig=’xfig -specialtex -latexfonts -startlatexFont default’

ก็สะดวกดี หรืออาจจะสะดวกที่สุด

วิธีที่สองก็เพิ่มสองบรรทัดนี้เข้าไปใน .Xresources

Fig.latexfonts: true
Fig.specialtext: true

Fig.customization: -color

สำหรับผู้ใช้ Xfig ผ่าน cygwin ให้เรียก Xwindow โดยใช้คำสั่ง startxwin.sh เท่านั้น
จากนั้นก็วาดรูปได้เลย ตรงไหนต้องการสมการคณิตศาสตร์ก็ใส่คำสั่งนั้น ๆ เข้าไป ข้อเสีย
เท่าที่เห็นสำหรับวิธีการนี้ก็คือการปรับตำแหน่งข้อความอาจจะเสียเวลาหน่อย เพราะ
สมการกับคำสั่งมันยาวไม่เท่ากัน

หลังจากนั้นให้ทำดังนี้ (ได้แนวคิดมาจากเว็บนี้)

  1. ให้ export โดยใช้ตัวเลือก Combined PS/LaTeX (both parts) โดยแทนที่จะ
    เก็บไฟล์ให้มีนามสกุลเป็น .pstex ตามค่าตั้งต้น ก็ให้เก็บเป็น .eps เลย ตรงนี้ไฟล์
    .pstex_t ก็จะเปลี่ยนเป็น .eps_t ด้วย
  2. ใช้ epstopdf เปลี่ยนไฟล์ .eps เป็น .pdf ทั้งนี้เราจะสามารถใช้งานได้ทั้ง dvi และ
    pdftex โดยไม่ต้องแก้ไข .tex ไฟล์
  3. แก้ไขไฟล์ .eps_t ในบรรทัด \includegraphics{xxxx.eps} เป็น \includegraphics{xxxx} ไม่ต้องใส่นามสกุล
  4. เวลาเรียกรูปภาพก็ให้ใช้ \input{file.eps_t} แทน \includegraphics{file.eps}
  5. ปรับขนาดรูปภาพได้โดยคำสั่ง \resizebox{3cm}{!}{\input foo.pdftex} % sets the width to 3cm ซึ่งตรงนี้สามารถเขียน
    \newcommand ทีหลังได้
  6. รูปทั้งหมดให้เก็บไว้ใน directory ย่อยต่างหาก แล้วใช้คำสั่ง
    \graphicspath{{mygraphics/}} เพื่อแจ้งให้เอกสารรู้ว่าจะไปหารูปภาพ
    ได้ที่ไหน กรณีที่มีหลาย directory ก็
    \graphicspath{{myg1/},{myg2/}} หรือจะใส่แบบเต็ม ๆ ก็ได้ในกรณีที่มี
    คลังรูปภาพเก็บไว้ใช้หลายงาน

ข้อดีของวิธีการนี้คือ เวลาเรารูปแบบฟอนต์ก็จะเปลี่ยนตาม ไม่ต้องไปคอยแก้ไข
ตลอดเวลา และเนื่องจากไฟล์ .eps_t นั้นจะเก็บไฟล์ข้อความไว้ เวลาแก้ไข
สมาการคณิตศาสตร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็แก้ที่ไฟล์นี้ได้โดยตรง ไม่ต้องไปแก้ที่ Xfig

ด้วยวิธีการนี้จะใช้ latex หรือ pdftex คอมไพล์ไฟล์ก็ได้แล้ว แต่จริง ๆ แล้วสำหรับ
โปรแกรมวาดรูปพวก TpX หรือ circuit_macro เราก็สามารถแก้ option เพื่อให้ใช้
ฟอนต์ของสมการกับเอกสารเป็นไปในแนวเดียวกันก็ได้ แต่กรณี TpX นั้นยังขาดความ
สามารถในการ import ไฟล์ jpg, png หรือ gif นำมาแก้ไข ดังนั้นการรู้วิธีการใช้ Xfig ไว้
ก็ไม่เสียหลายครับ

Listings ตอนที่ 1 เรียกน้ำย่อย

อยากรู้ไหมครับว่าเอกสารแบบข้างบนเขาทำอย่างไรกัน สำหรับ \LaTeX
แล้ววิธีการที่ง่ายที่สุดก็วางรูปก่อนแล้วใช้ environment verbatim ใส่ fill box ให้
เรียบร้อย ก็จะได้ดังต้องการ สำหรับคนที่ไม่รู้ pstricks และ verbatim ก็ให้ไปศึกษา
ก่อน แล้วค่อยมาอ่านต่อแล้วกัน หรือจะใช้ตัวอย่างอื่นที่ไม่ใช้ pstricks ก็ได้

วิธีการขั้นต้นนั้นคือใช้ package listings ในขั้นต้นจะพูดถึงเฉพาะการแสดง code
ใน block มีกรอบสีเหลือง สิ่งที่ต้องการคือ

\usepackage[svgnames]{xcolor} %สำหรับสี LightYellow

\usepackage{listings}

\lstset{%
    frame=single,   %กำหนดให้มีกรอบแบบเส้นเดี่ยว
    backgroundcolor=\color{LightYellow},%ใส่สี background
    numbers=left,  % ให้ใส่ตัวเลขบรรทัดด้วย
    linewidth=5.5in, % กำหนดความกว้าง 5.5 นิ้ว
    breaklines=true, % ให้ขึ้นบรรทัดใหม่ถ้าข้อความยาวเกินกรอบ
    stringstyle=\ttfamily, % เลือกฟอนต์สำหรับ string
    basicstyle=\small\ttfamily % เลือกฟอนต์สำหรับคำสั่ง

}

ถ้าต้องการรูปภาพแบบข้างบนก็ลอก code แล้วปิดหัวท้ายด้วย \begin{center} … \end{center} ตามด้วย \begin{lstlistings} … \end{lstlistings} ในส่วนที่ต้องการ
แสดงคำสั่ง ก็จะได้สิ่งที่วาดฝันไว้

คราวหน้าจะนำเสนอวิธีการใช้ package listings ที่ลึกกว่านี้ ไว้เจอกันครับ

Beamer ตอนที่ 2 เริ่มต้นและปรับ Template ต่อ

 จากความเดิมตอนที่แล้ว

  1. Link to Beamer ตอนที่ 1 เริ่มต้นและปรับ Template « LaTeX for Thai people

ถ้าใครใจร้อนลองไปศึกษาที่ A Beamer Quickstart  ได้นะครับ เป็นหนึ่งในคู่มือการ
สอนการใช้งาน Beamer ที่ดีที่สุด เราลองมาดูบทที่ 30 ของเนื้อหาในเว็บข้างต้น ซึ่ง
คือการโชว์ Template ส่วนหนึ่งของ Beamer นั่นเอง

[image]

รูปที่เห็นข้างบนคือค่าปกติของ Beamer ซึ่งโดยปกติแล้วไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ของคนทั่วไป ทั้งนี้เพราะยังขาดโลโก้ ทำอย่างไรจึงจะใส่โลโก้ได้ดังตัวอย่างข้างล่าง

                          

อันนี้เป็นตัวอย่างที่สร้างจาก Template ของชาว KDE เค้า ทำอย่างไรเราถึงจะใส่โล-
โก้แบบ KDE เขาได้ ไม่ยาก ก็ไปโหลด LaTeX Template จากลิงค์ข้างต้นของ
KDE แล้วก็เปลี่ยนรูปที่นามสกุล png เป็นรูปของตัวซะก็เสร็จ แต่ถ้าจะทำให้แตกต่าง
ออกไปหล่ะครับ อันนั้นเรื่องยาว